ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ Geostationary Earth Orbit (GEO) Satellite หรือ ดาวเทียมจีโอ จะโคจรในอวกาศด้วยความสูงจากพื้นโลกประมาณ 35,700 กิโลเมตร (หรือประมาณ 22,200 ไมล์) โดยที่ความสูงระดับนี้ จะทำให้ดาวเทียมมีความเร็วในการโคจรรอบโลก เท่ากับความเร็วที่โลกหมุนนั่นเอง (ตามการคำนวณทางพลศาสตร์อวกาศ Space Dynamics) ทำให้ดาวเทียมจีโอและโลกจะเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กัน คือ อยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเคลื่อนที่ไปไหน
ดาวเทียมจีโอที่ความสูงระดับนั้น จะทำให้เห็นภาพโลกกว่าครึ่งใบ หรือมีมุมมองโลกที่ 120 องศา (Field of View) ทำให้สามารถส่งสัญญาณภาพ หรือสัญญาณข้อมูลจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่งได้ในทันที เหมือนกับที่เราสามารถดูรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลในยุโรปได้ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีอวกาศลักษณะนี้ ส่วนมากเป็นดาวเทียมสื่อสาร (Communications Satellite) ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา หรือ ดาวเทียมตรวจสอบสภาพอากาศ (Weather Satellite) แบบเฝ้าระวังตลอดเวลาอย่างดาวเทียม GOES เป็นต้น

โดยข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า ถือเป็นข้อมูลที่สำคัญ โดยมีจุดเด่นคือ สามารถเฝ้าติดตามพื้นที่เดิมได้ตลอดเวลา ทำให้ได้ข้อมูลต่อเนื่องและทันสถานการณ์จริง ในการประยุกต์ใช้สำหรับการติดตามช่วยตรวจวัดการกระจายตัวของฝุ่นละออง ก๊าซพิษและควันไฟป่าได้อย่างละเอียดทั้งเชิงพื้นที่และเชิงเวลา ข้อมูลเหล่านี้จะสนับสนุนการพยากรณ์คุณภาพอากาศ การออกมาตรการป้องกันและการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

วันนี้ GISTDA นำทีมโดย ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมภูมิสารสนเทศของ GISTDA จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมระบบค้างฟ้าในการประเมินและติดตามมลพิษทางอากาศ : Strengthening Regional Collavoration on Satellite-Based Air Pollution Monitoring and Application ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร


